ขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรไทย "กรมชลประทาน" ดันสู่อนาคตสดใส

ข่าวประชาสัมพันธ์

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมมากขึ้น และการท่องเที่ยวกลายเป็นรายได้หลักของประเภท แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรรมไทยยังเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนทั้งในประเทศและทั่วโลก ปัจจัยสำคัญของการทำเกษตรกรรมที่ขาดไม่ได้ คือ น้ำ หน่วยงานด้านน้ำโดยตรงอย่างกรมชลประทานจึงต้องศึกษาว่าการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำว่าก่อนจะเริ่มสร้าง เกษตรกรที่นั่นปลูกอะไร เรียกว่ามีการวางแผนด้านการเกษตรอย่างเป็นระบบ

ประการแรกที่ต้องดูคือ ดิน ว่าเหมาะสมต่อการปลูกพืชชนิดใด ประการต่อมาคือดูว่าเกษตรกรปลูกอะไร ใช้พันธุ์ของพืชที่ปลูกชนิดพันธุ์ใด ด้วยแนวคิดที่ว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ต้องลงทุนมหาศาล บางโครงการมากถึงหลายพันล้าน การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเสร็จแล้ว แต่เกษตรกรยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ยังมีคุณภาพชีวิตไม่ดีเหมือนเดิม ถือว่ากรมชลประทานขาดทุน

กรมชลประทานจึงวางแผนการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ศึกษาลักษณะดิน ความเหมาะสมของชนิดพันธุ์พืช โดยที่กรมชลประทานได้สนับสนุนงบประมาณแก่กรมพัฒนาที่ดินและกรมส่งเสริมการเกษตร เกิดเป็นโครงการอบรมเกษตรกรเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องพันธุ์พืช เรื่องศัตรูพืช เรื่องปุ๋ย เป็นต้น

ความมุ่งหวังที่ว่าเมื่อมีอ่างเก็บน้ำแล้วเกษตรกรต้องปลูกผลผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น หากประสบผลสำเร็จจะส่งผลดีในหลายเรื่อง แต่ปัญหาที่มักตามมากับเรื่องเกษตรกรรม คือเรื่องสารเคมีในการเกษตร เรื่องนี้กรมชลประทานก็ไม่นิ่งนอนใจ ในการฝึกอบรมจึงมีการตรวจเลือดหาค่าสารเคมีตกค้าง แล้วให้คำแนะนำ ไม่ใช่เพียงสนับสนุนให้ทำอย่างเดียว แต่ห่วงใยและดูแลสุขภาพเกษตรกรด้วย

เป็นปกติในการทำ EIA ของกรมชลประทาน (EIA Monitoring Awards : เป็นรางวัลที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มอบให้แก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น) ที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และชีวิตคน การพัฒนาเกษตรในบริบทของกรมชลประทานจึงไม่มองแค่เรื่องผลผลิตอย่างเดียว

ปัจจุบันที่เกษตรอินทรีย์กำลังเป็นกระแสหลักของกลุ่มคนรักสุขภาพ รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 กรมชลประทานได้นำมาเป็นแนวปฏิบัติการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นายมหิทธิ์ วงศ์ษา นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ (ส่วนสิ่งแวดล้อม) สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ในการประเมินครั้งล่าสุดในโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก พบว่าในแง่สังคม ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เรื่องการเกษตรที่เคยมีปัญหาการเผาตอซัง ปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ใช้สารเคมีน้อยลง แม้แต่เมล็ดพันธุ์ที่ต้องซื้อก็ลดลงเพราะกรมชลประทานได้ไปทำแปลงทดลองเพื่อเพาะและเก็บเมล็ดพันธุ์นอกจากนี้เราได้ประเมินความคุ้มทุน เบื้องต้นพบว่ามีความคุ้มทุนค่อนข้างมาก” นายมหิทธิ์ กล่าว

การพัฒนาการเกษตรจากต้นน้ำอย่างที่กรมชลประทานเดินหน้าเต็มกำลัง ทำให้วันนี้เกษตรกรรมที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตและปากท้องคนมากมายจึงมีอนาคตสดใส และลืมตาอ้าปากได้ตามวัตถุประสงค์

  • ผู้โพสต์ :
    comman
  • อัพเดทเมื่อ :
    24 ส.ค. 2018 23:17:16

ลงข่าวประชาสัมพันธ์ ฟรี คลิกที่นี่

 

X

เว็บไซต์เรามีการใช้คุกกี้ คลิกเพื่อดู นโยบายคุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของเรา