​"Fake News" ปัญหาใหญ่กับข่าวปลอมๆ ที่สะท้อนสังคม

ข่าวประชาสัมพันธ์

ทุกวันนี้ปัญหาใหญ่ของโลกออนไลน์คงหนีไม่พ้นข่าวปลอม หรือ Fake News ซึ่งเป็นข่าวลวงที่มักชวนให้หลงเชื่อและเข้าใจผิดด้วยการบิดเบือนเนื้อหาจากความเป็นจริง ใส่ความดราม่าเข้าไปเพื่อให้ได้อรรถรส สร้างกระแสการพูดถึงจากวงแคบๆ สู่วงกว้างอย่างรวดเร็ว (Viral) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ผู้อ่านเผยแพร่ข้อมูลได้ง่ายๆ ผ่านการแชร์โดยปราศจากการกลั่นกรอง ทำให้ข่าวที่ไม่มีมูลความจริงกระจายอยู่เต็ม Social Network ต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็พร้อมใจที่จะเชื่อข่าวปลอมนั้น

Fake News อาจเป็นคำใหม่สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในโลกออนไลน์จะคุ้นเคยกับคำนี้ดี ผลการวิจัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ ต่างให้คำนิยมของคำว่าข่าวปลอม (Fake News) ว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนทุกเพศทุกวัยในยุคที่สื่อออนไลน์กำลังครองโลก ข่าวที่เห็นกันส่วนมากล้วนแล้วแต่เป็นข่าวการเมือง ข่าวบันเทิง และความเชื่อทั่วไปที่หาต้นตอไม่ได้ แล้วเราจะอยู่อย่างไรในขณะที่รอบตัวมีแต่ข่าวปลอม แล้วข่าวไหนจะเชื่อถือได้บ้าง...คงไม่มีคำตอบนอกจากเราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจในธรรมชาติของสื่อที่เราเสพ เพื่อรับมือได้อย่างถูกทาง

ในยุคของข่าวปลอมนั้น นอกจากผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน ใช้การไตร่ตรองก่อนการแชร์ข้อมูลแล้ว ผู้ส่งสาร (Sender) ที่ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว หรือสำนักข่าวก็ต้องทบทวนก่อนการเผยแพร่เช่นกัน ต้องรู้บทบาทหน้าที่ของการเป็นสื่อมวลชนที่ดีที่จะต้องเป็นผู้ชี้นำในทางที่ถูกที่ควรให้กับประชาชนและสังคม สำนักข่าวหลายสำนักมักสร้างข่าวเพื่อให้ถูกจริตกับผู้อ่าน (ข่าวที่ผู้อ่านชอบ) จึงใช้วิธีการ "เต้าข่าว" (สร้างข่าวที่ไม่มีมูลความจริง หรือมีความจริงเพียงบางส่วน) เพียงเพราะถูกใจผู้อ่าน ได้ความสะใจกับยอดไลค์ และยอดแชร์ (Like & Share) ยิ่งปริมาณของข่าวปลอมเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน ยิ่งสะท้อนถึงความคิดความอ่านของผู้คนในสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งหรือผู้รับก็ตาม รวมทั้งมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างข่าวปลอมขึ้นมาทำให้เกิดความสับสนและเป็นต้นตอของความแตกแยกในสังคมด้วย

ข่าวปลอมหรือข่าวมั่วมีให้เห็นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์สร้างข่าวล้อเลียนทำให้ผู้อ่านหลงเชื่อว่าเป็นข่าวจริง สูตรยารักษาโรคที่แชร์ต่อๆ กันมาทั้งที่ไม่มีผลการวิจัยหรือแพทย์รับรอง การนำภาพเก่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วมาโพสใหม่หรือการตัดต่อภาพให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงการตัดต่อเสียง และคลิปวิดีโอด้วย การกล่าวอ้างถึงบุคคลอื่นแค่เพียงตำแหน่งแต่ไม่เปิดเผยชื่อ เช่น นักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวว่า นายแพทย์จากโรงพยาบาลชื่อดังเปิดเผยว่า และที่สำคัญคือการจงใจสร้างข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อให้คนหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

ความน่ากลัวของข่าวปลอมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ วิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอาจสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ทำให้หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายต่อต้านข่าวปลอมเพื่อควบคุมการนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นความจริง ล่าสุดประเทศสิงคโปร์เริ่มใช้กฎหมายต่อต้านข่าวปลอมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับการเผยแพร่ข่าวปลอม โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ส่วนในประเทศอังกฤษนั้นให้ความสำคัญตั้งแต่ช่วงวัยเรียน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาให้บรรจุเรื่อง Fake News ไว้ในหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ได้ประกาศการจัดตั้ง Fake News Center หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปว่าจะมีกระบวนการการทำงานอย่างไร

การแก้ไขข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการตัดสินว่าข่าวไหนจริงหรือเท็จเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ความรู้สึก ทัศนคติและอารมณ์ของผู้อ่านเอง จึงเป็นเรื่องยากในการจัดการกับความคิดของแต่ละบุคคล แม้สังคมจะขาดการตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างจริงจัง แต่สิ่งแรกที่ทำได้คือเริ่มจากตัวเราซึ่งเป็นผู้เสพข่าวเอง ใช้วิจารณญาณ ตั้งสติอย่าเพิ่งเชื่อในทันที อ่านข้อมูลให้ละเอียด อ่านให้จบ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองก่อน เช็คข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ที่สุดแล้วคือก่อนแชร์เรื่องใดควรคิดให้รอบคอบว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง ไม่เช่นนั้นคุณคงไม่ต่างจากบุคคลที่ถูกเรียกว่า "บุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม" แน่นอน

เรื่อง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์นาตยา กันทะเสนา นักวิชาการด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาด

ภาพ : อินเทอร์เน็ต

  • ผู้โพสต์ :
    comman
  • อัพเดทเมื่อ :
    5 ต.ค. 2019 11:23:03

ลงข่าวประชาสัมพันธ์ ฟรี คลิกที่นี่

 

X

เว็บไซต์เรามีการใช้คุกกี้ คลิกเพื่อดู นโยบายคุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของเรา